เลือกภาษาของคุณ

องคมนตรีติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช

751622693 1545581457099015 5429567828820681934 n

753007684 1051766611142641 1326261191733828624 n

 

 

        วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 เวลา 09.40 น. พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพื้นที่ภาคใต้ พร้อมด้วยคณะอนุกรรมการฯ และที่ปรึกษาฯ เดินทางไปติดตามผลการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีนางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) นายทัตเทพ เยาวพัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านบำรุงรักษา) กรมชลประทาน นายสุรพงศ์ เจริญการยนต์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 15 ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมโครงการชลประทานนครศรีธรรมราช ตำบลนาสาร อำเภอพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช
ในการนี้ ผู้แทนกรมชลประทาน ได้บรรยายสรุปรายงานผลการดำเนินงานโครงการพระราชดำริ
 
ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 4 โครงการ ประกอบด้วย
1) โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งโครงการดังกล่าว เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2531 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราช สรุปความว่า "... น้ำจำนวนมากจากคลองท่าดีมักจะรวมกับน้ำหลากจากคลองเสาธงซึ่งมีพื้นที่ลุ่มน้ำอยู่ข้างเคียง เมื่อไหลบ่าลงสู่ทะเลพร้อม ๆ กัน จะทำให้เกิดน้ำท่วมตัวจังหวัดนครศรีธรรมราชอย่างรุนแรง ดังเช่นอุทกภัยที่เกิดกับตัวเมืองเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2531 ที่ผ่านมา สมควรพิจารณาขุดลอกลำน้ำที่ผ่านตัวเมืองให้ลึกพร้อมกับขยายลำน้ำเหล่านั้นให้มีความกว้างมากขึ้น รวมทั้งการพิจารณาขุดทางระบายน้ำใหม่เพิ่มอีกตามความเหมาะสม ก็จะช่วยระบายน้ำที่ไหลลงมายังตัวเมืองให้ผ่านลงสู่อ่าวไทย ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น..."
ปัจจุบัน กรมชลประทานอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างโครงการ ประกอบด้วย กิจกรรมขุดคลองระบายน้ำ จำนวน 3 สาย ขุดเพิ่มประสิทธิภาพคลองวังวัว คลองท่าเรือ-หัวตรุด ก่อสร้างประตูระบายน้ำ จำนวน 7 แห่ง และก่อสร้างสะพานรถยนต์ จำนวน 5 แห่ง ซึ่งผลการดำเนินงาน ร้อยละ 55.437 เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะสามารถบรรเทาอุทกภัยในเขตเมืองนครศรีธรรมราช และลดพื้นที่น้ำท่วมได้ประมาณร้อยละ 90 ครอบคลุมพื้นที่ 12 ตำบล ในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช และพื้นที่ใกล้เคียง จำนวน 32,253 ครัวเรือน พร้อมทั้งสามารถเก็บกักน้ำต้นทุนเพื่อกิจกรรมการใช้น้ำด้านต่าง ๆ ในฤดูแล้งประมาณ 5.50 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีพื้นที่รับประโยชน์อยู่บริเวณสองฝั่งคลองระบายน้ำ ประมาณ 17,400 ไร่
 
2) โครงการฝายคลองสังข์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอทุ่งใหญ่ ซึ่งโครงการดังกล่าว เมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2523 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระราชดำริ สรุปความว่า "...ให้กรมชลประทาน พิจารณาวางโครงการและก่อสร้างโครงการพัฒนาลุ่มน้ำคลองสังข์ ในเขตอำเภอทุ่งใหญ่โดยเร่งด่วนเพื่อจัดหาน้ำส่งให้กับพื้นที่เพาะปลูกในเขตอำเภอทุ่งใหญ่ ซึ่งมีพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 70,000 ไร่ ให้สามารถทำการเพาะปลูกได้ตลอดปี รวมทั้งเลี้ยงสัตว์ด้วย เนื่องจากในปีที่ฝนแล้งหรือในระยะที่ฝนทิ้งช่วงนาน การเพาะปลูกในบริเวณดังกล่าวจะเกิดความเสียหายเป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำนา..." โดยกรมชลประทานเริ่มดำเนินการและก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี 2528 มีลักษณะโครงการเป็นฝายคอนกรีตเสริมเหล็ก สันฝายสูง 2.50 เมตร ยาว 26 เมตร มีประตูระบายน้ำและระบายทรายกว้าง 3 เมตร สูง 2.50 เมตร จำนวน 3 ช่อง และระบบส่งน้ำจำนวน 6 สาย ความยาวรวม 20.60 กิโลเมตร พร้อมอาคารประกอบ ปัจจุบันยังใช้การได้ดี สามารถส่งน้ำให้ราษฎรในพื้นที่ 14 หมู่บ้าน 3 ตำบล ได้แก่ หมู่ที่ 2, 3, 4 และ 11 ตำบลท่ายาง หมู่ที่ 1, 3, 8 และ 9 ตำบลบางรูป หมู่ที่ 1, 3, 8 และ 9 ตำบลทุ่งสัง จำนวน 326 ครัวเรือน มีน้ำไว้ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอตลอดปี และช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร จำนวน 11,200 ไร่
 
3) โครงการพัฒนาแหล่งน้ำตำบลช้างกลางอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับโครงการดังกล่าว ไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2566 ตามที่ นายสมบัติ เข็มทอง ราษฎรหมู่ที่ 6 บ้านควนส้าน ตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัด นครศรีธรรมราช ได้ขอพระราชทานโครงการพัฒนาคลองทองออก ตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรตำบลช้างกลาง และตำบลสวนขัน เนื่องจากน้ำท่วมในฤดูฝน ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและทำการเกษตรในฤดูแล้ง กรมชลประทานได้รับสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงาน กปร. โดยในระยะแรก (ปี 2569) ดำเนินการกิจกรรมทำนบดินและอาคารประกอบ มีลักษณะโครงการเป็นทำนบดิน ขนาดกว้าง 8.00 เมตร สูง 14.00 เมตร ยาว 127.00 เมตร ความจุ 88,000 ลูกบาศก์เมตร พร้อมอาคารประกอบ และสระเก็บน้ำ จำนวน 2 แห่ง ความจุประมาณรวม 80,000 ลูกบาศก์เมตร พร้อมอาคารประกอบ ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง ความก้าวหน้าคิดเป็นร้อยละ 65 และคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2569 และในระยะต่อไป กรมชลประทานมีแผนดำเนินการจะดำเนินการกิจกรรมก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำ 6 สาย ความยาวรวม 6.754 กิโลเมตร พร้อมอาคารประกอบ และบ่อพักน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก จำนวน 3 แห่ง ขนาดความจุ 500 ลูกบาศก์เมตร เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะสามารถส่งน้ำสนับสนุนด้านการอุปโภคบริโภคให้แก่ราษฎรหมู่ที่ 6, 11, 15 และ 17 ตำบลช้างกลาง หมู่ที่ 4 และ 5 บ้าน ตำบลสวนขัน อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ประมาณ 1,200 ครัวเรือน ประชากร 3,000 คน รวมถึงพื้นที่ทางการเกษตรประมาณ 660 ไร่
 
4) โครงการฝายคลองเสลาพร้อมระบบส่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลละอาย อำเภอฉวาง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับโครงการดังกล่าว ไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2539 ตามที่ราษฎรหมู่ที่ 9 บ้านปลายคลองเสลา ตำบลละอาย อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและทำการเกษตรในฤดูแล้ง ได้ขอพระราชทานโครงการจัดหาแหล่งกักเก็บน้ำ เพื่อการอุปโภคบริโภคและทำการเกษตร ซึ่งกรมชลประทาน เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2540 ก่อสร้างแล้วเสร็จปี 2541 มีลักษณะโครงการเป็นฝายคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาดสันฝายสูง 2.00 เมตร ยาว 18.00 เมตร และระบบส่งน้ำ ยาว 13,560 เมตร พร้อมอาคารประกอบ ปัจจุบันยังใช้การได้ดี สามารถส่งน้ำให้ราษฎรในพื้นที่ หมู่ที่ 2, 8, 9 และ 16 ตำบลละอาย อำเภอฉวาง จำนวน ประมาณ 800 ครัวเรือน 2,800 ราย มีน้ำไว้ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอตลอดปี และช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรได้อีกจำนวน 1,450 ไร่
 
จากนั้น ช่วงบ่ายองคมนตรีและคณะ เดินทางไปยังพื้นที่โครงการฝายคลองเสลาพร้อมระบบส่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลละอาย อำเภอฉวาง เพื่อรับฟังบรรยายสรุปการบริหารจัดการน้ำของโครงการ จากผู้แทนกลุ่มผู้ใช้น้ำ พร้อมเยี่ยมชมพื้นที่โครงการ ฯ ปล่อยพันธุ์ปลา และ เดินทางไปเยี่ยมชมสวนทุเรียนของเกษตรกร ผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการ ฯ