



วันนี้ (22 เมษายน 2569) ณ หอประชุมอเนกประสงค์องค์การบริหารส่วนตำบลศิลา อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ กรมชลประทาน ได้จัดการประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยย่า จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมี นายกกชัย ฉายรัศมีกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานในการประชุม พร้อมด้วยผู้แทนกรมชลประทาน ได้แก่ นายขจร ใบพลูทอง ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมสำรวจ(ด้านสำรวจ) และนายสมคิด ศิริรูป หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรม สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 10 ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน เกษตรกร และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำย่า เป็นหนึ่งในแผนพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสัก เหนือเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งยังมีข้อจำกัดด้านการกักเก็บน้ำ ส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งและน้ำหลากในฤดูฝนอยู่เป็นประจำ กรมชลประทานจึงได้ศึกษาแผนหลักการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำและขยายพื้นที่ชลประทาน เพื่อรองรับการใช้น้ำทั้งด้านอุปโภคบริโภค การเกษตร และการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ หวังลดความเสี่ยงจากอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ให้มากที่สุด
ทั้งนี้ จากผลการศึกษาฯ พบว่า หากมีการสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำย่า จังหวัดเพชรบูรณ์ จะสามารถเก็บกักน้ำได้ประมาณ 46.56 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นแหล่งน้ำต้นทุนให้พื้นที่รับประโยชน์กว่า 41,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 13 หมู่บ้าน ของตำบลศิลาและตำบลนาซ้ำ อำเภอหล่มเก่า ในช่วงฤดูฝนสามารถเพาะปลูกได้ประมาณ 33,550 ไร่ และฤดูแล้งเพาะปลูกได้กว่า 21,600 ไร่ นอกจากนี้ ยังสามารถส่งน้ำไปสนับสนุนการอุปโภคบริโภค การเลี้ยงสัตว์ และระบบนิเวศด้านท้ายน้ำ ช่วยลดความเสี่ยงต่อปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งได้ในอนาคต
อนึ่ง การประชุมปัจฉิมนิเทศในครั้งนี้ นับได้ว่าเป็นขั้นตอนสำคัญของกระบวนการศึกษา EIA ที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมแสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และข้อกังวลต่างๆ เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปประกอบการปรับปรุงรายละเอียดโครงการฯให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง
กรมชลประทาน ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาแหล่งน้ำควบคู่ไปกับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุด อันจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างยั่งยืน