



วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคกลาง พร้อมด้วยคณะอนุกรรมการฯ และที่ปรึกษาฯ เดินทางไปติดตามผลการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี โดยมีนางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) นายทัตเทพ เยาวพัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านบำรุงรักษา) นายสัณฐิต พีรานนท์ ผู้อำนวยการกองประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นายนรเศรษฐ สองทอง ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 14 นายสนฑ์ จินดาสงวน ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 14 นายสมสวัสดิ์ ฉายสินสอน ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเพชรบุรี นายเกริกศักดิ์ ลีนานนท์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแก่งกระจาน นายสุชาติ กาญจนวิลัย ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางไปยังโครงการอ่างเก็บน้ำผาน้ำหยดอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลห้วยลึก อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี
ในการนี้ นายทัตเทพ เยาวพัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านบำรุงรักษา) และ นายสมสวัสดิ์ ฉายสินสอน ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเพชรบุรี ได้บรรยายสรุปเกี่ยวกับอ่างเก็บน้ำผาน้ำหยดฯ โดยโครงการดังกล่าวพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงรับไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเมื่อปี 2551 ซึ่งกรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2552 มีลักษณะโครงการเป็นเขื่อนดิน ความจุที่ระดับเก็บกัก 297,468 ลูกบาศก์เมตร พร้อมระบบท่อส่งน้ำ ความยาว 3.6 กิโลเมตร สามารถส่งน้ำให้แก่ราษฎร 142 ครัวเรือน ช่วยสนับสนุนพื้นที่เพาะปลูกในฤดูฝนได้ 400 ไร่ และในฤดูแล้ง 50 ไร่ ต่อมาในปี 2566 กรมชลประทานได้ดำเนินการปรับปรุง spillway และขุดลอกอ่างเก็บน้ำ ทำให้สามารถกักเก็บน้ำได้เพิ่มขึ้น เป็น 444,278 ลูกบาศก์เมตร
จากนั้น องคมนตรีและคณะ เดินทางต่อไปยังโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแก่งกระจาน ตำบลแก่งกระจาน อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เพื่อรับฟังบรรยายสรุปผลการดำเนินงานและปัญหาอุปสรรคของโครงการปรับปรุงการกักเก็บน้ำเขื่อนแก่งกระจาน โดยเขื่อนแก่งกระจานเป็นเขื่อนอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ที่กั้นแม่น้ำเพชรบุรี เริ่มเก็บกักน้ำมาตั้งแต่ปี 2508 มีศักยภาพในการกักเก็บน้ำปกติอยู่ที่ 710 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้เฉลี่ยปีละ 70 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง ช่วยขยายพื้นที่ชลประทานได้ถึง 336,000 ไร่ และสนับสนุนการเกษตรในฤดูแล้งได้ 174,000 ไร่ ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการยกระดับประสิทธิภาพหลายด้าน อาทิ การติดตั้งบานระบายแบบพับได้เพื่อเพิ่มความจุน้ำอีกกว่า 53 ล้านลูกบาศก์เมตร การปรับปรุงแพสูบน้ำและขยายแนวท่อส่งน้ำเพื่อเพิ่มพื้นที่รับประโยชน์อีก 8,000 ไร่ ตลอดจนการพัฒนาสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บ้านน้ำทรัพย์ เพื่อช่วยเหลือราษฎร 566 ครัวเรือน อีกด้วย